ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับชาวต่างประเทศผู้หนึ่ง เขาได้บอกกับผู้เขียนว่า มาเมืองไทยครั้งนี้ มีความรู้สึกว่า เมืองไทยของเราแตกต่างไปจากหลายสิบปีก่อนที่เขามามาก กล่าวคือ เขาสามารถสื่อสารพูดคุยกับคนไทยด้วยภาษาอังกฤษมากคนขึ้น หลายสิบปีก่อนนั้นเขาหาคนที่จะพูด หรือกล้าพูดภาษาอังกฤษกับเขาได้น้อยคนมาก ชาวต่างชาติที่รู้ภาษาไทยบางคนถึงกับเคยพูดอย่างติดตลกกับผู้เขียนว่า เจ้าหน้าที่ของไทยเวลาได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างชาติ จะพูดว่า "ฝรั่ง ๆ โทรมา" แล้วก็จะยื่นโทรศัพท์ให้คนอื่นช่วยพูดแทนอย่างร้อนรน ทว่าเดี๋ยวนี้มีแต่คนเดินเข้าไปหาฝรั่ง อยากที่จะพูดกับฝรั่ง เพื่อเป็นการฝึกภาษาไปภายในตัว
ที่จริงแล้วภาษาอังกฤษเพิ่งเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา แม้แต่ในประเทศอังกฤษเอง ในปี ค.ศ. ๑๒๑๕ ในรัชสมัยของ King John กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประชาธิปไตยที่ชื่อ Magna Carta ยังเขียนเป็นภาษาละติน ในทวีปยุโรปเองตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ถิ่นที่มีการใช้ภาษาอังกฤษก็มีแต่ Great Britain Island และ Ireland Island ซึ่งก็มีเพียงแค่ ๒ ประเทศ คือ United Kingdom ซึ่งประกอบไปด้วย ๔ ส่วน คือ England, Scotland และ Wales ซึ่งทั้ง ๓ ส่วนนี้อยู่ใน Great Britain Island และ Northern Ireland ซึ่งตั้งอยู่ใน Ireland Island และประเทศ Ireland ซึ่งก็ตั้งอยู่ใน Ireland Island ในปัจจุบันภาษาละตินเป็นภาษาแห่งความทรงจำไปเสียแล้ว ภาษาอังกฤษได้กลับกลายเป็นภาษาสากลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงสมบัติของชาวอังกฤษ แต่เป็นสมบัติของโลก
เหตุที่ภาษาอังกฤษมีอิทธิพลต่อโลกปัจจุบันก็เพราะ มรดกทางภาษาได้รับการสืบทอดมาเป็นอย่างดี กล่าวคือ พอจักรวรรดิของอังกฤษเริ่มเสื่อมลง จักรวรรดิของอเมริกาก็รุ่งเรือง และอเมริกาก็เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากภาษาอื่น ๆ เช่น ภาษาโรมัน พอจักรวรรดิโรมันเสื่อมลง ภาษาโรมันก็พลอยสูญหายไปด้วย อิทธิพลศิลปวัฒนธรรมของอเมริกามีผลต่อชาวโลกมาก โดยเฉพาะ Hollywood ซึ่งได้สร้างสิ่งบันเทิงคุณภาพดีออกเผยแพร่ไปทั่วโลกเป็นเวลานับทศวรรษ จนเดี๋ยวนี้สินค้าออกอันดับต้น ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็คือความบันเทิง (Entertainment) ดังจะเห็นได้จากการที่อเมริกาเรียกร้องให้มีการเข้มงวดเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ เพราะมิเช่นนั้นประเทศอเมริกาจะสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมหาศาล
ในแง่ธุรกิจการค้า โดยสภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ มีการรวมกลุ่มการค้ากัน ภาษากลางที่จะใช้สื่อสารระหว่างกันจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และดูเหมือนว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ได้รับเลือกโดยพฤตินัยแล้วว่าให้เป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อความกัน ปัจจุบันนี้มากกว่า ๙๐% ของสัญญาทางธุรกิจเขียนเป็นภาษาอังกฤษ คนที่รู้ภาษาอังกฤษจึงจะสามารถทำธุรกิจระหว่างประเทศอย่างได้ผล ๓ ใน ๔ ของไปรษณีย์ของโลก และ ๔ ใน ๕ ของข้อความที่ส่งทางไปรษณีย์อีเลคทรอนิคส์ (e-mail) เป็นภาษาอังกฤษ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่วนใหญ่แล้วเขียนด้วยภาษาอังกฤษ (ประเทศญี่ปุ่นรู้ความข้อนี้เป็นอย่างดี ในสมัยเมจิซึ่งเป็นสมัยที่ได้เริ่มมีการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง รัฐบาลได้จัดการแปลวิชาการต่าง ๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษออกเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ประชาชนได้เรียนรู้ ซึ่งนับว่าเป็นรากฐานของความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในเวลานี้) หากผู้เขียนตำรา เอกสารทางวิชาการ บทความ หรือข่าวสารต่าง ๆ ต้องการให้คนอ่านทั้งโลก ก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น ผู้ใฝ่รู้ในวิทยาการสมัยใหม่ เหตุการณ์ทันโลกก็ต้องหาหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษอ่าน นายช่างที่ดีต้องรู้ภาษาอังกฤษจึงจะสามารถอ่านคู่มือการใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ประกอบในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็ควรจะรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อใช้อ่านตำรา textbook ที่จำเป็นต่าง ๆ เพื่อจะได้ความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างไกลออกไป และในการสอบชิงทุนไปต่างประเทศไม่ว่าประเทศไหน ก็จะเริ่มต้นด้วยการใช้ภาษาอังกฤษในการกรอกใบสมัคร แม้ว่าประเทศนั้นจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นและเยอรมัน การไม่รู้ภาษาอังกฤษในบางครั้งหมายถึงการสูญเสียโอกาส เราจะสังเกตเห็นได้ว่า สิงคโปร์ ฮ่องกง ที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งหนึ่งของโลก ผู้คนของเขาสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ตลาดการค้าของเขาเป็นตลาดเพื่อการส่งออกทั้งนั้น ไม่ใช่ตลาดภายในประเทศ แต่เป็นตลาดนานาชาติ
ในแง่ทางการเมือง ความมั่นคงของชาติ ภาษาอังกฤษก็มีส่วนช่วยส่งเสริมอยู่มาก จนเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิชาตินิยม เมื่ออดีตที่ผ่านมาไม่นาน มีความเชื่อว่า การจะทำให้คนในชาติมีความรู้สึกรักชาติ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติได้ ทุกคนต้องพูดภาษาเดียวกัน และต้องเป็นภาษาของถิ่นนั้น ๆ โดยจะเห็นได้จากประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังที่มีการใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษากลางให้คนทั่วทุกเกาะของประเทศพูดกัน ความมั่นคงของชาติก็ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เป็นจริงในทุกประเทศ เช่นประเทศศรีลังกา เป็นต้น ภาษาสิงหลไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวทมิฬ จนในปัจจุบัน UNESCO เริ่มมาคิดว่าถ้าคิดจะให้คนทุกเผ่าในชาติเดียวกันหันมาคุยกันได้ ก็คงต้องใช้ภาษากลาง ซึ่งก็ได้เริ่มโครงการกลับมาทดลองใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในศรีลังกาแล้ว หากโครงการนี้ได้ผล ก็จะแพร่กระจายวิธีนี้ไปในประเทศอื่นที่มีปัญหาหลายเชื้อชาติต่อไป ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคิดจะใช้ภาษาตากาล็อกเป็นภาษาประจำชาติ รัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งเสริมให้ภาษาตากาล็อกเป็นภาษากลางแทนภาษาอังกฤษในหมู่คนโดยทั่วไปเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จจนกระทั่งทุกวันนี้ หนำซ้ำอัตราการรู้ภาษาอังกฤษของคนฟิลิปปินส์กลับถดถอยไป จนรัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องหันกลับมาปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของชาติเสียใหม่ โดยกลับมาส่งเสริมภาษาอังกฤษมากขึ้น
แม้แต่ประเทศสังคมนิยม ประเทศคอมมิวนิสต์ก็ให้ความสนใจเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาซึ่งถือว่าครั้งหนึ่งเป็นภาษาของศัตรูตัวร้าย เมื่อหลายปีที่แล้วกัมพูชา นักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งพนมเปญมากกว่า ๑,๐๐๐ คน ได้เรียกร้องให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอนแทนภาษาฝรั่งเศส รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งได้จัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างเอาจริงเอาจัง อดีตนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม Vo Van Kiet ได้แนะนำข้าราชการผู้หวังความก้าวหน้าว่าเขาเหล่านั้นควรจะรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้นำของประเทศเหล่านี้ต้องการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในปัจจุบันนี้เป้าหมายการเรียนภาษาต่างประเทศก็คือ เพื่อการสื่อสารระหว่างคู่สนทนาให้รู้เรื่อง มากกว่าที่จะฝึกให้ผู้พูดภาษาต่างประเทศต้องพูดออกสำเนียงได้อย่างเจ้าของภาษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ๆ เพราะแม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ยังมีหลายสำเนียง เช่น ภาษาอังกฤษ ในประเทศสหราชอาณาจักรเอง คนสก็อตพูดภาษาอังกฤษก็สำเนียงของเขา แม้แต่คนอังกฤษเองคนทางเหนือพูดสำเนียงอย่างหนึ่ง ทางใต้พูดอีกอย่างหนึ่ง คนอเมริกันมีหลายเชื้อสาย คนเชื้อสายอังกฤษ ไอริช เยอรมัน เม็กซิโก แอฟริกัน อินเดียนแดงก็มีสำเนียงของเขาเอง และเขาก็ไม่ได้สอนให้คนเชื้อสายต่างกันต้องพูดภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันให้ได้สำเนียงเดียวกันหมดทั่วประเทศ คนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ก็พูดอังกฤษสำเนียงของเขา และเขาก็ไม่เคยคิดจะต้องฝึกพูดให้ได้อย่างสำเนียงอย่างคนลอนดอนแท้ ภาษาไทยเราเองก็มีหลายสำเนียง เราก็ไม่เคยคิดจะบังคับให้คนท้องถิ่นต่าง ๆ ต้องพูดต้องใช้ภาษาไทยแบบอย่างคนกรุงเทพ ฯ ฉะนั้นเวลาเราเรียนภาษาต่างประเทศเรา
ก็ควรจะเรียนเพื่อหาวิธีการสื่อสารกับคนต่างชาติให้รู้เรื่อง เหมือนหลายประเทศที่เขาทำกัน เช่น สิงคโปร์ เขาใช้ภาษาอังกฤษแบบ Singlish, ฮ่องกง แบบ Hongklish, อินเดีย แบบ Indish ไทยเราเองก็ไม่น่าอายที่จะสื่อสารกับคนต่างชาติให้รู้เรื่องด้วยภาษา Thailish
บทความนี้เขียนขึ้น ไม่มีจุดประสงค์ที่จะไม่ส่งเสริมภาษาไทย เอกลักษณ์ไทย แต่โลกทุกวันนี้คนไทยเรานอกจากจะต้องรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดีแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าควรที่จะรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษด้วย คนที่รู้ภาษาต่างชาติจะได้รับค่าจ้าง ค่าตัว มากขึ้น โอกาสมีงานทำมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในธุรกิจการท่องเที่ยว พวกพนักงานต้อนรับ คนขับรถ พนักงานรับโทรศัพท์ พนักงานประชาสัมพันธ์ เหล่านี้ จำเป็นต้องรู้ภาษาต่างชาติทั้งสิ้น โดยสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบันก็ได้มีคนรู้ภาษาอังกฤษอยู่มากในประเทศที่มีภาษาถิ่นของตัวเอง เช่น ผู้นำทางธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ นักการทูต ผู้ที่มีการศึกษาดีทั้งหลาย ซึ่งเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้ดูถูกภาษาถิ่นของตัวเอง แต่กลับยังคงภูมิใจในเอกลักษณ์ทางภาษาของชาติด้วยซ้ำไป คนเรียนภาษาต่างชาติ ไม่ว่าภาษาไหน ๆ ช่วงแรก ๆ ของการเริ่มต้น จะเหมือนกับการไต่เขาขึ้นที่สูงชัน แต่พอพ้นระยะสูงชันแล้วก็จะเริ่มอยู่ตัว ขออย่าท้อถอยเสียก่อน สิ่งหนึ่งที่ยากในการเรียนภาษาอังกฤษก็คือ จำนวนคำศัพท์ในภาษาอังกฤษมีมาก อาจจะมีมากที่สุดในบรรดาภาษาของโลกนี้ก็ว่าได้ จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษ จะต้องทำตัวเองให้มีความร่ำรวยในการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ
การรู้ภาษาต่างชาติเป็นการเปิดโลกทัศน์ (perspective) การรับรู้ของผู้เรียนให้กว้างไกลออกไป ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกับคนนานาชาติ ทำให้ผู้เรียนไม่คับแคบทางสติปัญญาแต่จะก้าวทันโลก และเป็นการพัฒนาประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราทางหนึ่งด้วย.
|