บทสัมภาษณ์

"วรรณกรรมแปล"
ย่อโลกหนังสือ สู่มือนักอ่านไทย

            คณะกรรมการบริหาร สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย รศ. ดร.ปราณี  ศิริจันทพันธ์ อุปนายกคนที่ 1 คุณอรัญญา  โรเซ็นเบิร์ก พรหมนอก  อุปนายกคนที่ 2  คุณจิตติ  หนูสุข  นายทะเบียน  คุณนันทวัน  เพ็ชรวัฒนา  สาราณียกร  คุณชาคริต  สีห์โรหิจจ์ ปฏิคม  และคุณพัชรี  สพโชค ผู้ช่วยเหรัญญิก  ได้ร่วมกันให้สัมภาษณ์ผู้จัดการปริทรรศน์  ซึ่งบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับวรรณกรรมแปลและการแปลมีความดังนี้คือ.-
            ความคึกคักของตลาดหนังสือแปลในบ้านเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่านักอ่านไทยสามารถเข้าถึงสารที่นักเขียนชาวต่างชาติต้องการจะสื่อ โดยก้าวข้ามพรมแดนของโลกหนังสือที่เคยมีกำแพงภาษาเป็นอุปสรรคกีดขวาง แต่กำแพงนั้นก็พังทลายลงด้วยสิ่งที่เรียกว่าการ "แปล"
            จากนิยายโรมานซ์ถึงวรรณกรรมคลาสสิก จากแฮร์รี่ พอตเตอร์ถึงลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ กระแสวรรณกรรมแปลไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง หากกลับฟูเฟื่องจนอาจกล่าวได้ว่าหนังสือแปลแทบจะครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทั้งภายในร้านและตลาดหนังสือ
            แต่อย่างไรเสียขึ้นชื่อว่ากระแสแล้วย่อมมิใช่สิ่งแน่นอน ความแปรผันของหนังสือแปลในวันหน้านั้น จึงย่อมมีส่วนจากสภาพการณ์ในปัจจุบันไม่มากก็น้อย . . .
สมาคมนักแปล ฯ รวมพลคนแปลหนังสือ
            อรัญญา (พรหมนอก) โรเซ็นเบิร์ก กล่าวถึงสภาพตลาดหนังสือแปลในประเทศไทยว่ากำลังขยายตัวและเป็นที่สนใจมาก แต่ถึงอย่างไรการแปลยังนับว่าเป็นวงการที่แคบอยู่ ถึงจะเริ่มขยายตัวแต่หนังสือแปลยังคงอยู่แต่ในตัวเมือง ยังไม่กระจายออกไปจนถึงชนบท และยังมีจำนวนจำหน่ายหรือจำนวนพิมพ์ที่ยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร จึงน่าจะส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนให้มีหนังสือด้านการแปลเพิ่มขึ้น
            นันทวัน  เพ็ชรวัฒนา เสริมว่า ทางสมาคม ฯ เองมีกิจกรรมเพื่อสนับสนุนเรื่องการแปลภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อให้วรรณกรรมไทยมีโอกาสไปสู่ตลาดโลก โดยสมาชิกของสมาคม ฯ จะมีนักแปลภาษาหลัก ๆ เกือบครบทุกภาษา อาทิ อังกฤษ เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ซึ่งอุปนายกคนที่ 1 ของสมาคม ฯ ดร.ปราณี ศิริจันทพันธ์ ซึ่งเป็นนักแปลภาษาฝรั่งเศสชั้นครู ยกตัวอย่างว่าบ้านเรายังขาดนักแปลที่เชี่ยวชาญการแปลภาษาต้นฉบับบางภาษา อาทิ ภาษารัสเซีย จึงต้องแปลเรื่องจากฉบับแปลที่เป็นภาษาอังกฤษ
ในฐานะที่ทั้ง 3 ท่านสวมหมวก 2 ใบ คือเป็นทั้งคณะกรรมการสมาคม ฯ และนักแปลอาชีพด้วยนั้น ต่างเห็นตรงกันว่าการแปลจากภาษาต้นฉบับนั้นจะดีที่สุด เพราะในการถ่ายทอดจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งแต่ละครั้ง ต่อให้แปลดีสักเพียงไหนก็ย่อมมีส่วนที่หล่นหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณศิลป์ที่จะผิดเพี้ยนไปจากเดิมของผู้เขียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ นอกจากนี้ในงานเขียนเดิมนั้นยังมีทั้งวัฒนธรรม ความเป็นตัวตนของนักเขียนซึ่งเป็นคนชาตินั้นที่ถูกถ่ายทอดลงในวรรณกรรมชิ้นนั้น เมื่อถูกแปลไปเป็นภาษาอื่นความเป็นตัวตนก็จะถูกเปลี่ยนไปอีก
            ฉะนั้น หากเป็นไปได้จึงควรแปลจากต้นฉบับซึ่งผู้แปลจะได้รับการสื่อโดยตรงและในปัจจุบันผู้เขียนบางคนเจาะจงให้ผู้ที่ได้ลิขสิทธิ์ต้องแปลจากภาษาต้นฉบับเท่านั้น
            "ผู้แปลนอกจากจะรู้ภาษาต่างประเทศนั้นดีแล้ว ควรจะมีความรู้ความเข้าใจถึงวัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ ด้วย เพราะวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์จะเป็นส่วนประกอบที่ทำให้งานแปลนั้นสมบูรณ์ขึ้น ฉะนั้นคนที่แปลมีความถนัดหรือความรู้ด้านสาขาวิชาใดก็ควรจะแปลวรรณกรรมที่อิงกับด้านนั้น ๆ"
            "การแปลแต่ละครั้งจะต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติม เพราะในงานเขียนนั้นจะมีข้อมูลต่าง ๆ เราอ่านแล้วอาจจะเข้าใจ แต่การที่เราจะมาถ่ายทอดเป็นภาษาไทย เราจะต้องเข้าใจเรื่องอย่างลึกซึ้งก่อน เมื่อเราเข้าใจเต็มที่แล้วเราถึงจะถ่ายทอดได้ตรงจุด ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะไม่สามารถสื่อกับคนอ่านได้เต็มที่ ฉะนั้น การแปลหนังสือแค่ศัพท์คำเดียวเราก็ต้องไปค้นคว้าว่ามีความเป็นมายังไง” นักแปลมืออาชีพอธิบายสิ่งสำคัญในการแปลหนังสือให้เราฟัง นันทวันกล่าวว่าปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการค้นคว้าข้อมูลของนักแปลที่จำเป็นต้องรอบรู้ ขณะที่ค่าตอบแทนในการแปลชิ้นหนึ่งนั้นไม่ได้มากมายอะไร อาศัยที่ว่าทำงานต่อเนื่อง สม่ำเสมอจึงจะพอไปรอดได้
            "เรื่องการสร้างมาตรฐานค่าแปล ทางสมาคม ฯ ของเราพยายามเข้าไปมีบทบาทโดยการร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา อนาคตข้างหน้าเราจะมีโครงการนี้อยู่ เพื่อให้นักแปลรู้มาตรฐานค่าแปลของตัวเองว่าควรจะได้เท่าไร และอาจจะเป็นจุดกึ่งกลางให้สำนักพิมพ์กับนักแปลมาพบกันตรงกลาง" นันทวันกล่าว
            เมื่อถามว่าโดยลำพังอาชีพนักแปลนั้นสามารถเลี้ยงตัวคนทำได้หรือไม่ ทุกคนตอบตรงกันว่าอยู่ที่ตัวนักแปลเองว่าจะมีคุณภาพแค่ไหน เร็วแค่ไหน และที่สำคัญคือมีโอกาสที่จะเข้าถึงงานแปลมากน้อยเพียงใด
            "ถ้าเราเก่งภาษาที่คนรู้น้อย สำนักพิมพ์จะเป็นฝ่ายที่เดินเข้ามาหาเรา ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างภาษาเยอรมันคนจะรู้ไม่เยอะ เทียบกับภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ ตรงนี้หากสำนักพิมพ์เขารู้เขาจะก้าวเข้ามาหาเราเอง ในขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ตอนนี้มีนักแปลเยอะมาก แต่ถ้าตัวเรามีคุณภาพเขาก็จะก้าวเข้ามาหาเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้น อันดับหนึ่งขึ้นอยู่กับตัวเรา และสองขึ้นอยู่กับโอกาส"   ปัจจุบันนี้มีหลายสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรวิชาการแปลทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและการอบรมทักษะการแปลคอร์สสั้น ๆ มากมายหลายแห่ง นักแปลทั้งสามท่านจึงมองว่าตลาดหนังสือแปลต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน
ลิขสิทธิ์  กรงขังวรรณกรรมแปล ?
            ในฐานะศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานและผู้เสพผู้อ่าน เราต่างยอมรับกติกาในลิขสิทธิ์ของผลงาน แต่ทว่าลิขสิทธิ์เปรียบเสมือนดาบสองคน ที่ทำให้วรรณกรรมดี ๆ โดยเฉพาะวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงของโลกไม่มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาผ่านตัวอักษรไทย ด้วยเงื่อนไขทั้งด้านเงินทุน หรือโอกาสในการเข้าถึงผลงานเหล่านั้น
"ลิขสิทธิ์การแปลตามปกติแล้วทางสำนักพิมพ์จะเป็นผู้ขอลิขสิทธิ์ หากพอใจหนังสือเล่มไหน สำนักพิมพ์จะเป็นผู้ขอและซื้อลิขสิทธิ์มา แล้วจะมาว่าจ้างผู้แปล เพราะฉะนั้นลิขสิทธิ์ที่ว่านี่จะตกเป็นของสำนักพิมพ์ ผู้แปลไม่มีลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการตกลงทำสัญญากันว่าจะมีลิขสิทธิ์ในส่วนที่เราแปลไหม กี่ปี หรือว่าสำนักพิมพ์มีลิขสิทธิ์กี่ปี สมมติ 5 ปี แล้วหลังจากนั้นลิขสิทธิ์เป็นของเรา เรามีสิทธิ์เอาผลงานแปลไปพิมพ์กับสำนักพิมพ์อื่นได้ แต่สำนักพิมพ์อื่นต้องไปขอลิขสิทธิ์จากเจ้าของภาษาก่อน ขอถ่ายทอดจากต้นภาษาเป็นภาษาไทย" คณะกรรมการบริหารสมาคม ฯ ชี้แจงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์การแปลในบ้านเรา
            แนวหนังสือแปลที่มาแรงในตอนนี้ดูเป็นหนังสือขายได้มากกว่าจะเป็นหนังสือดี ซึ่งทางคนทำงานแปลเองก็เห็นและทราบถึงความเป็นไปข้อนี้ดี
"แนวของหนังสือขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่สำนักพิมพ์เขาจะเลือกหนังสือให้ แล้วจะติดต่อหาคนแปล ซึ่งการเลือกคนแปลบางทีสมาคม ฯ มีส่วนอยู่ด้วย เขาจะติดต่อกับสมาคม ฯ มาว่าขอนักแปลระดับมือรางวัล อย่างอาจารย์ปราณี ท่านเป็นนักแปลมือรางวัลเหมือนกัน ส่วนใหญ่ต้องอยู่ที่ตลาด อยู่ที่แนวของสำนักพิมพ์ด้วย คือมันเป็นเรื่องของการลงทุน การตลาดของเขา บางสำนักพิมพ์พร้อมที่จะผลิตงานแปลทั้งที่จะขายดีและงานแปลที่เรียกว่า "งานกล่อง" อย่างสำนักพิมพ์บางแห่งเขาพิมพ์ผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลต้องใช้ต้นทุนสูง เขาก็ทราบว่าคงขายไม่ดีเท่าหนังสือประเภทขายดีมาก ๆ  แต่เขาก็ยังทำอยู่ แล้วแต่นโยบายของสำนักพิมพ์" ซึ่งตัวคุณอรัญญาเองเป็นหนึ่งในสามผู้แปลนวนิยายชื่อดังของนักเขียนรางวัลโนเบล เรื่อง"กลองสังกะสี" ของกึนเทอร์กราสส์ ที่มีความหนาเกือบ 900 หน้า
            ตลาดหนังสือแปลในบ้านเราที่มีการแข่งขันสูง จึงก่อให้เกิดการกว้านซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศมาเก็บไว้ของสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ สำนักพิมพ์ขนาดกลางถึงเล็กจึงแทบไม่มีโอกาสแปลหนังสือแนวที่ตรงกับความสนใจเท่าที่ควร
            จิตติ หนูสุข กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ส่วนใหญ่หากสำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว แต่ยังไม่ได้พิมพ์ฉบับแปลออกมาตามกำหนด มักจะใช้วิธีต่อรองกับเอเยนซีของนักเขียนหนังสือเล่มนั้น ๆ เพื่อยืดระยะเวลาตีพิมพ์ออกไป มิฉะนั้นอาจถูกเลิกสัญญาและยึดลิขสิทธิ์คืนไป ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุทั้งตัวสำนักพิมพ์เองมีปัญหาในการผลิต หาผู้แปลไม่ได้ หรือมีหนังสืออยู่เยอะเกินไปจนผลิตไม่ทัน
          "เอเยนซีที่เป็นตัวกลางในการติดต่อนี้จะมีบทบาทมากในการอะลุ้มอล่วย ทราบว่าสำนักพิมพ์ใหญ่บางแห่งนี่ขอหนังสือมาเยอะมาก และทำไม่ทันด้วยเหตุผลต่าง ๆ เอเยนซีเขาก็ติดต่อทั้งต่างประเทศและสำนักพิมพ์ไทย เขาจะมองอนาคตว่าก็ต้องคบค้ายืดยาวกันไป จะไปหักหาญอะไรเดี๋ยวต่อไปจะลำบาก แต่มีบางเจ้าเหมือนกันที่เจรจาไม่สำเร็จ บางเจ้าเขาบอกถ้าคุณไม่จัดพิมพ์ ไม่จัดแปล ผมจะเอาไปให้คนอื่น เพราะคนอื่นเขาก็สนใจ บางเรื่องที่เป็นเรื่องดัง ๆ เราเอามาดองไม่ได้"
………………….
             แม้ว่าการเติบโตของตลาดหนังสือแปลในบ้านเราจะถูกมองทั้งในแง่บวกและลบ แต่อย่างน้อยที่สุดแล้ว หนังสือก็นับเป็นสินค้าทางภูมิปัญญาชนิดหนึ่ง ที่ช่วยยกระดับสติปัญญาและจิตวิญญาณของผู้อ่าน แต่จะมากน้อยเพียงไหนขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกอ่านหนังสืออะไร (หรือจะเลือกอ่านตามใคร).

***************     

 

 โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันอังคารที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ เวลา ๑๔.๐๐ น.]