สวัสดีเพื่อนสมาชิกสมาคมนักแปลและล่าม ฯ ทุกท่าน
เนื่องจากผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสัมมนานานาชาติในหัวข้อ Profession: Traducteur (อาชีพนักแปล) ณ สถาบันการแปลและล่ามชั้นสูง สังกัดมหาวิทยาลัยปารีส 3 (ESIT อ่านว่า เอ-สิต, Universit? de Paris III) ณ กรุงปารีส ระหว่างวันที่ ๙-๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ จึงใคร่ขอถือโอกาสนี้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการเข้าร่วมสัมมนานานาชาติเป็นครั้งแรกในชีวิตให้เพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในแวดวงการแปล-ล่าม และการสอนวิชาดังกล่าวทราบ
อารัมภบท
จากการที่ได้ทราบข่าวว่าทางสถาบัน ESIT (L?cole Sup?rieure dInterpr?tes et de Traducteurs) ซึ่งดำเนินการสอนวิชาดังกล่าวมาได้ครึ่งศตวรรษ จะจัดประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ศกก่อน ผมก็รู้สึกสนใจใคร่จะเข้าร่วม เนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับการเรียนการสอนวิชาที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทความวิชาการ ด้วยความกรุณาจากสำนักความร่วมมือด้านภาษาฝรั่งเศส (le Bureau de Coop?ration pour le Fran?ais:BCF)ประจำสถานทูตฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย และทางหน่วยงานต้นสังกัดคือคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผมจึงได้มีโอกาสเหินฟ้าไปรับรู้ความก้าวหน้าเกี่ยวกับศาสตร์การแปลและล่าม ด้วยเห็นว่าความรู้ของตนด้านนี้มีอยู่ด้อยนัก
ดำเนินเรื่อง
ตอนเช้าตรู่กลางเดือนตุลาคม เที่ยวบินจากกรุงเทพ ฯ พาผมมาถึงจุดหมายปลายทาง คือสนามบินนานาชาติแห่งที่สองของกรุงปารีส นามว่าสนามบินรัวซี-ชาร์ลส์เดอโกล (Roissy-Charles-De-Gaulle) อันได้ชื่อมาจากตำบลที่ตั้งคือ Roissy-de-France ผนวกกับชื่อรัฐบุรุษคนสำคัญและประธานาธิบดีสองสมัย ซึ่งชาวอเมริกันมักรู้จักกันในนาม Charly Airport ถือเป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารนานาชาติมากเป็นอันดับสองของยุโรปและของโลก รองจากสนามบินฮีธโรว์ประจำกรุงลอนดอน (ตามสถิติปี 2006 คือจำนวน 52,663, 545 คน)
สำหรับผู้ที่รู้จักเมืองที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกแห่งนี้พอสมควร (ในปี ค.ศ. 2005 มีอาคันตุกะต่างชาติมาเยือนประเทศฝรั่งเศสจำนวนทั้งสิ้น 75 ล้านคนโดยประมาณ มากกว่าจำนวนประชากรไทยเกือบ ๑๐ ล้านคนใช่ไหมครับ) ย่อมทราบดีว่าชื่อ Charles de Gaulle นี้ใช่ว่าจะมีแต่สนามบิน แม้แต่ถนนในหลาย ๆ เมือง และประตูชัยสำคัญของนครหลวงแห่งแฟชั่นก็ใช้นามนี้เช่นกัน) ด่านแรกที่จะผ่านก็คือการตรวจคนเข้าเมือง (Passport control) ซึ่งคิวยาวไม่แพ้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ใช้เวลาไม่นานเท่า และไม่มีบัตรขาลง (disembarking card) ให้กรอกเหมือนสมัยก่อน หลังจากรอรับกระเป๋าอย่างใจจดใจจ่อ เพราะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐ นาที แม้จะมีเที่ยวบินที่ลงพร้อมกันเพียงอีกหนึ่งเที่ยวบินเท่านั้น ก็มาถึงตาผ่านด่านศุลกากร แล้วจึงออกมาขึ้นรถไฟเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องเสียเวลามากนัก ก่อนขึ้นก็ต้องซื้อตั๋วก่อน ซึ่งมีทั้งเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ และเคาน์เตอร์ที่มีเจ้าหน้าที่ขายประจำอยู่ ราคาตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวเข้ากลางกรุงปารีส ๘.๔๘ ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ตกประมาณ ๔๕๐ บาท ถือว่าเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดในการเดินทางเข้าเมือง หากนั่งแท็กซี่จะเสียเงินอย่างต่ำประมาณ ๕๐ ยูโรหรือ ๒,๕๐๐ บาท รถไฟเข้าเมืองนี้ออกตรงเวลาเสมอ ใช้เวลาเพียงประมาณ ๒๐ นาทีก็ถึงใจกลางเมืองแห่งหอไอเฟลแล้ว
แม้อากาศที่ปารีสกลางเดือนตุลาคมปีนี้พอมีแสงแดดอยู่บ้าง แต่อุณหภูมิวันนั้นก็อยู่ที่ประมาณ ๑๑-๑๒ องศาเซลเซียสเห็นจะได้ สเว็ตเตอร์ไหมพรมและผ้าพันคอจากเมืองไทยที่พกมาจากเมืองไทยก็มิอาจจะสกัดกั้นความหนาวขนาดนี้ โชคดีด้วยความอารีจากเพื่อนชาวปารีสที่เอื้อเฟื้อมีเสื้อกันหนาวของจริงชนิดเต็มประสิทธิภาพแบบนวม ๆ ให้ยืม จึงได้อุ่นกายสบายตัวตลอดเวลาที่พำนักอยู่ที่นั่น
อารัมภบทมาเสียเนิ่นนาน ขอเข้าเรื่องการสัมมนากันเลยนะครับ
วันแรก
จากที่พักกลางใจเมืองเขต ๓ ไปยังสถานที่จัดคือมหาวิทยาลัยปารีส ๙ ชานกรุงปารีสในเขต ๑๖ ผมใช้เวลาเดินทางโดยต้องเปลี่ยนรถไฟใต้ดินถึง ๒ ครั้ง รวมเวลาเบ็ดเสร็จประมาณครึ่งชั่วโมง การใช้บริการขนส่งมวลชนในเวลาเร่งด่วนไม่ว่าจะเช้าหรือเย็นคือเริ่มตั้งแต่ ๗ โมงเช้า มิได้ต่างจากมหานครแห่งอื่น ๆ แม้ว่าจะมีขบวนรถถี่ขนาดหนึ่งขบวนทุก ๆ ๒-๓ นาที แต่จำนวนผู้โดยสารในแต่ละขบวนก็แน่นขนัดไม่ผิดจากปลากระป๋องสักเท่าไร แล้วผมก็มาถึงสถานที่จัดงานก่อนเริ่มสัมมนาได้ประมาณ ๑๕ นาที โดยลงที่สถานีปลายทางของรถเมโทร (metro) หรือรถไฟใต้ดินสาย ๖ (Nation-Porte Dauphine) และก็ต้องเข้าไปรอคิวลงทะเบียน ซึ่งกินเวลาไม่นานนัก เมื่อแจ้งชื่อ-สกุลของตนถูกต้อง และจ่ายเงินค่าลงทะเบียน (ด้วยเช็ค เพราะไม่มีเครื่องรูดบัตรเครดิต) จำนวน ๑๐๐ ยูโรเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ต้อนรับผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มอกเต็มใจก็แจกซองผ้าสีน้ำเงินขนาดกระดาษ A ๔ ประทับตราโลโก้สีขาวของสถาบันเจ้าภาพคือ ESIT ภายในบรรจุสมุดโน้ตขนาดครึ่งหนึ่งของ A ๔ ปกพลาสติกสีชมพูแปร๊ด ไซส์ไดอารี พร้อมแนบกำหนดการสำหรับงานสองวันมาด้วย ทว่าปราศจากเอกสารประกอบหรือบทคัดย่อสำหรับแต่ละหัวข้อที่จะนำเสนอใด ๆ เข้าใจว่าอาจเป็นเพราะกระแสต่อต้านโลกร้อนหรือเปล่า หรือเป็นเหตุผลง่ายๆ ก็คือประหยัดงบประมาณ
การสัมมนาในหัวข้อ Profession: Traducteur (อาชีพนักแปล) แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ คือการประชุมในห้องใหญ่ (plenary session) ในช่วงเปิดงานครึ่งเช้าแรก ใช้องค์ปาฐก ๓ ท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรืออาจารย์สอนวิชาแปลและล่าม อย่างเช่น Madame Marianne Lederer หนึ่งในสองผู้ก่อตั้งสถาบัน ESIT ร่วมกับ Mademoiselle Danica Seleskovitch (ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว และมีการนำชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่อห้องเรียนใหญ่ห้องหนึ่งของสถาบันดังกล่าว) โดยทั้งสองได้คิดทฤษฎีการแปลที่อิงจากการปฏิบัติงานล่าม เพราะเคยประกอบอาชีพนี้มาก่อนในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นเป็นการประชุมกลุ่มย่อย (panel session) ซึ่งแบ่งเป็น ๓ หัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องกับการแปลและล่ามได้แก่
1) TRANSLATION QUESTIONS RESPONSES FROM TRANSLATION STUDIES (ปัญหาในการแปลจากมุมมองด้านศาสตร์การแปล)
2) THE TRANSLATING AND INTERPRETING PROFESSIONS (อาชีพการแปลและล่าม) และ
3) TRAINING (การเรียนการสอนและการฝึกฝนนักแปลและล่าม)
สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้โดยการดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของสถาบัน ESIT http://www.esit.univ-paris3.fr/colloque2007.html ซึ่งมีทั้งพากย์อังกฤษและฝรั่งเศส
การเสนอแต่ละหัวข้อดำเนินไปในแต่ละห้องมีรายละเอียดและกำหนดการชัดเจน แต่น่าเสียดายที่ผมมิอาจแบ่งร่างอย่างพระกฤษณะ จึงสามารถเข้าฟังได้เพียงห้องเดียว เลยคิดว่าน่าจะให้ทางผู้จัดดำเนินการจัดพิมพ์บทคัดย่อของแต่ละหัวข้อแจกให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา หากสนใจจะได้ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นส่วนตัว
ในช่วงเปิดงานคะเนว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้นประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ คนเห็นจะได้ ภายในห้องประชุมขนาดกลางใกล้เคียงกับสระโอลิมปิก จึงสามารถจุคนจำนวนดังกล่าวได้อย่างไม่มีปัญหา อีกทั้งเพดานก็ค่อนข้างสูง คะเนว่า ๑๒ เมตร มีประตูสองบานให้เข้าออก ระหว่างสองบานนั้นจะมีห้องสำหรับล่ามซึ่งมีกระจกกั้น เข้าใจว่าน่าจะเป็นห้องเก็บเสียง เพราะไร้เสียงล่ามคนใดเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน หลังจากได้รับทราบถึงงบประมาณในการสร้างห้องดังกล่าว ก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เห็นว่าราคาประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ยูโร คิดว่าฟังและจดมาไม่ผิด เอา ๕๐ คูณเข้าไปก็จะได้เป็นจำนวนเงินไทย เงินขนาดนี้ดูท่าน่าจะมากกว่างบประมาณประจำปีของคณะที่ผมทำงานอยู่เห็นจะได้
การนำเสนอผลงาน (paper หรือในภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า communication) แต่ละหัวข้อ ซึ่งอาจเป็นงานวิจัย บทความวิชาการ รายงานสรุป หรือการจำลองประสบการณ์ทางอาชีพ อาศัยจอฉายและโปรแกรม Power Point เป็นหลัก ต้องถือว่าผู้นำเสนอ (ส่วนใหญ่) มีความเป็นอาชีพอย่างช่ำชอง ภายในห้องสัมมนาจะไม่มีการปิดหรือหรี่ไฟเป็นอันขาด อีกทั้งยังมีแสงแดดส่องเข้ามาจากหน้าต่างบานใหญ่ (สูงเกือบ ๑๐ เมตรเห็นจะได้) คนที่ไม่ชินกับแสงจ้าเวลาดูสไลด์หรือจอฉาย กว่าจะอ่านออกได้ ก็ต้องปรับสายตาอยู่นานหลายชั่วโมง
ตลอดการสัมมนามีเฮดโฟนและเครื่องรับฟังสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสองภาษาที่ใช้นำการเสนองาน แต่ผมเองไม่ได้ใช้ เพราะใคร่ฟัง original version มากกว่า และมักแอบเหลือบตาไปสังเกตการทำงานของล่ามในห้องกระจกเล็ก ๆ ตรงกลาง ซึ่งก็เป็น "ร่างทรง" ของผู้นำเสนอเป็นอย่างดี นี่แหละที่เรียกว่า "มืออาชีพ" ขนานแท้
น่าดีใจที่ผู้เสนอหัวข้อส่วนใหญ่มีความเป็น มืออาชีพ พอสมควร คือไม่มานั่งอ่านสคริปต์ของตนให้ฟัง แต่จะใช้ร่าง (outline) มานำเสนอพร้อมคำอธิบาย จึงยังพอจดตามได้บ้าง กระนั้น ก็ยังมีผู้นำเสนอบางท่าน ไม่ทราบว่าทำไมยังใช้วิธีการแบบ โบราณ ๆ มานั่งอ่าน (จริง ๆ) บทบรรยายเป็นเวลา ๒๐ นาทีเต็มตามกำหนดสำหรับองค์ปาฐกแต่ละท่าน ก่อนเปิดโอกาสให้ถามคำถามได้อีก ๑๐ นาที จึงพออนุมานได้ว่า คงเป็นสิ่งสากลที่งานทุกประเภทย่อมต้องมีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น
เมื่อเปรียบเทียบกับการเสนองานวิชาการในบ้านเรา ผมคิดว่าน่าจะมีความเป็น มืออาชีพ มากกว่า กล่าวคือ พอจบการบรรยาย ๒๐ นาที อีก ๑๐ นาทีจะเป็นเวลาวิพากษ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้ผู้ฟังได้ทราบว่า สิ่งที่เขานำเสนอมีคุณภาพหรือขาดตกบกพร่องอะไรไปบ้าง แต่ที่ ESIT ก็คงเหมือนกับสถาบันอื่น ๆ คือ ผู้ถามมักจะเป็นอาจารย์หรือนักวิจัยมากกว่าที่จะเป็นนักศึกษา
มีช่วงหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากจนไม่ต้องจดคำบรรยาย เพราะองค์ปาฐกอาศัยภาพยนตร์จำลองสถานการณ์การปฏิบัติงานของล่ามในการพิจารณาตัดสินคดีในศาลมานำเสนอ ผู้แสดงล้วนเป็นนักศึกษาวิชาล่ามทั้งสิ้น และแสดงได้แบบ มืออาชีพ คือสมจริงสมจังทีเดียว อาจารย์ผู้นำเสนอมาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงแรกก็ติดขัดเล็กน้อย เพราะเสียงจากภาพยนตร์ไม่ยอมเป็นใจ แต่ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้ ถือเป็นการนำเสนอที่ต้องให้ ๕ ดาว เพราะเข้าใจง่ายและที่สำคัญฟังแล้วไม่หลับ
การบรรยายช่วงเช้าเริ่มเวลา ๙ นาฬิกา อันเป็นช่วงสำหรับ plenary session พอจบช่วงนี้ ก็มีค็อฟฟีเบรกช่วง ๑๑ โมง นานประมาณ ๓๐ นาที (บ้านเราเพียง ๑๕ นาทีเอง) ซึ่งมีเครื่องดื่มหลากประเภท นอกจาก ชา กาแฟ ก็ยังมีน้ำผลไม้ต่าง ๆ พร้อมทั้งของว่างอย่าง ครัวซองต์ ขนมปังไส้ช็อกโกแล็ต หรือลูกเกดสไตล์ฝรั่งเศสไว้ให้แกล้มอย่างไม่อั้น (เพราะผมยังไม่ได้สัมผัสมื้อเช้ามาจากบ้าน) จากนั้นการบรรยายในแต่ละห้องสำหรับ panel session ก็ดำเนินต่อจนถึงเวลาอาหารเที่ยง แต่มิได้จบลงเวลาเที่ยงเหมือนอย่างบ้านเรา หากเป็นเวลา ๑๓ นาฬิกา ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็พาสองขาของตนลงไปยังแคนทีนของมหาวิทยาลัยปารีส ๙ เพื่อเข้าคิวซื้ออาหารไม่ต่างจากนักศึกษาที่นั่น แต่ก็ได้อภิสิทธิ์กับเขาเหมือนกัน คือจ่ายราคานักศึกษา เป็นเงิน ๔ ยูโร หรือประมาณ ๒๐๐ บาท สำหรับอาหาร ๓ อย่างคือ อาหารจานหลัก สลัด และผลไม้หรือของหวาน ต้องถือว่าเป็นราคาที่หากินข้างนอกมิได้ เพราะสลัดที่เคยไปรับประทานในร้านอาหารปรกติก็ตกจานหนึ่งอย่างต่ำ ๑๒ ยูโรแล้ว ก็นับว่าเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งสำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนา
มีเวลารับประทานอาหารกลางวันหนึ่งชั่วโมงครึ่ง จากนั้นการสัมมนาภาคบ่ายก็เริ่มเวลา ๑๔ นาฬิกาตรง ต้องขอย้ำว่า ตรงจริง ๆ เพราะผู้ดำเนินรายการรักษาเวลาได้เยี่ยมยอด มีการเตือนผู้นำเสนอ paper อย่างตรงไปตรงมา หรือเวลาให้ถาม-ตอบก็ต้องอยู่ในกรอบเวลาเช่นกัน ค็อฟฟีเบรกช่วงบ่ายประมาณ ๑๕ นาฬิกา มีแต่เครื่องดื่มเท่านั้น ของว่างไม่ปรากฏให้เห็น ต้องคอยไปอีกในเช้ารุ่งขึ้น การสัมมนาวันแรกก็สิ้นสุดลงในเวลา ๑๘ นาฬิกาตรง ขอสารภาพว่าเป็นวันสัมมนาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของผม
วันที่สอง
ทุกครั้งที่เดินทางมาปารีส ผมมักจะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ แม้จะเป็นเช้าวันเสาร์ ซึ่งตัวผมเองก็เข้าใจว่ารถราน่าจะว่างกว่าวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ที่ไหนได้ ไม่ค่อยแตกต่างจากเมื่อวานสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะขบวนรถไฟ RER (R?seau Express R?gional) ซึ่งให้บริการในเส้นทางที่ยาวกว่ารถเมโทร โดยครอบคลุมไปยังชานเมือง หรือเมืองบริวารที่รายรอบอยู่ทั่วกรุงปารีสเช่น แวร์ซายส์ เป็นต้น คงเป็นเพราะสายยาวนี้เอง จึงทำให้คนแน่นกว่า โชคดีที่การสัมมนาเริ่มเวลา ๙.๓๐ น. ดูท่าที่ว่าวันนี้คงจะเบากว่าวันแรก เพราะใช้เวลาเพียงครึ่งวัน คือเริ่มต้นเวลา ๙.๓๐ น. ตรง และจบลงเวลา ๑๓.๐๐ น. ตรง ต้องขอย้ำคำว่า "ตรง" (อีกแล้ว) เนื่องจากตัวเองไปสายเพียง ๕ นาที พอไปถึงองค์ปาฐกแรกก็เริ่มแถลงไปบ้างแล้ว แต่ฟังไปได้สักพัก ก็สังเกตเห็นว่ามีคนเดินออกจากห้องไปทีละคนสองคน คงเพราะทนวิธีการนำเสนอของท่านไม่ไหว เบ็ดเสร็จรวมได้ยกโหล ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าผู้เสนอมาจากประเทศในแอฟริกาตอนเหนือ อย่าให้ระบุประเทศเลยนะครับ ขณะที่ท่านได้แต่ก้มหน้าก้มตาอ่านตามสคริปต์อย่างใจจดใจจ่อ ตัวผมเองก็อยากลุกไปหาห้องอื่นฟังเหมือนกัน แต่ความเป็นไทยในสายเลือดท่าจะแรง จึงต้อง รักษามารยาท ด้วยความเกรงใจ คืออดทนฟังต่อไปจนกว่าองค์ปาฐกจะกล่าวเสร็จ อันที่จริงหัวข้อนั้นก็น่าสนใจพอสมควร เพราะว่าด้วยเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกับการแปลในอนาคต แต่ก็ไม่อยากสรุปว่า อัตลักษณ์ในการนำเสนอของชนชาตินี้จะเป็นเช่นนี้เสมอไป
หลังจากบ่ายโมง ก็น่าจะเสร็จสิ้นงานกันเพียงแค่นี้ แต่มิใช่ เพราะในปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ ๕๐ ปี การถือกำเนิดของเจ้าภาพผู้จัดงานคือสถาบันการแปลและล่ามชั้นสูง (ESIT) ประจำกรุงปารีส จึงต้องมีงานฉลอง ต่อ โดยมีพิธีจัดขึ้น ณ องค์การยูเนสโก (UNESCO) หรือชื่อเต็มคือ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) ซึ่งเป็นองค์การชำนัญพิเศษแห่งหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขต ๗ ของกรุงปารีส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอไอเฟลสักเท่าไร ภาระหน้าที่ประการหนึ่งของหน่วยงานนี้ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ต่างทราบกันดี ก็คือการขึ้นทะเบียนมรดกโลก (world heritage ในภาษาอังกฤษ หรือ patrimoine mondial ในภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งบ้านเราก็มีอยู่ ๕ แห่งคือ (๑) แหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา (๒) แหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (๓) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง (๔) แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และ (๕) ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่
ณ ลานภายนอกอาคารขององค์การยูเนสโก สามารถชมประติมากรรมขนาดเขื่องที่มีความงดงามแปลกตาได้หลายชิ้น และเมื่อเข้าไปภายใน ซึ่งต้องผ่านจุดตรวจความปลอดภัย และต้องฝากกระเป๋าไว้ (คล้าย ๆ กับที่ผ่านจุด security check ตามสนามบินต่าง ๆ) ก็ได้พบการตกแต่งด้วยภาพต่าง ๆ ที่ติดตามผนัง พร้อมด้วยงานหัตถศิลป์จากหลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจากแอฟริกา อเมริกาใต้ หรือเอเชีย ซึ่งสร้างบรรยากาศนานาชาติได้เป็นอย่างดี งานฉลองครบ ๕๐ ปีของสถาบัน ESIT เริ่มขึ้นเวลา ๑๖.๐๐ น. ด้วยปาฐกถาเรื่องบทบาทของนักแปลและล่ามในเวทีนานาชาติ ตามด้วยพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบประกาศนียบัตรกิตติมศักดิ์แด่ผู้ที่มีคุณูปการต่อวงการแปลและล่าม อันได้แก่ศิษย์เก่ารุ่นอาวุโสของสถาบันนี้ ในขณะที่ยังไม่ได้ใช้ชื่อว่า ESIT ผู้ที่ได้รับเกียรติดังกล่าว ซึ่งได้แก่ล่าม ๒ ท่าน และนักแปล ๒ ท่าน ซึ่งในจำนวน ๔ ท่านนี้ จะเป็นนักวิชาการ ๒ ท่าน และเป็นมืออาชีพ (ที่เกษียณแล้ว) อีก ๒ ท่าน สำหรับนักวิชาการนั้น ก็คือดุษฎีบัณฑิตสาขาศาสตร์การแปลคนแรกของสถาบัน ๑ คน คือ Monsieur Jean Delisle ชาวแคนาดา และดุษฎีบัณฑิตทางศาสตร์สาขาการล่ามอีก ๑ คน คือ Signor Mariano-Landa Garcia ชาวสเปน (ต้องขออภัยที่จำชื่ออีกสองท่านไม่ได้) เมื่อได้รับมอบรางวัลดังกล่าวแล้ว ผู้รับก็กล่าวถึงความรู้สึกและประสบการณ์จากการศึกษาและอาชีพของตนให้ฟัง (ดูคล้าย ๆ กับบรรยากาศมอบรางวัลออสการ์ยังไงยังงั้น) จากนั้นมีการแสดงละครล้อเลียนจำลองการทำงานของล่ามและนักแปลโดยศิษย์ปัจจุบันของสถาบัน ESIT ซึ่งไม่ยาวมาก แต่เรียกเสียงหัวเราะได้พอสมควร เกือบลืมบอกไปผู้ที่มาร่วมงานฉลองครึ่งศตวรรษของสถาบันแห่งนี้ มีจำนวนมากกว่าผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า ๒ เท่า เพราะห้องประชุมชั้นใต้ดินที่จุคนได้อย่างต่ำ ๕๐๐ คนนั้น มีคนนั่งเต็มทุกที่ และตัวผมเองก็ต้องยืนอยู่นานจนขาแข็งกว่าจะได้ที่นั่ง
ช่วงท้ายการฉลองคือช่วงเวลาที่ทุกคนต่างตั้งตารอ เมื่องานในห้องประชุมเสร็จสิ้นลงเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ผู้คนนับร้อยก็ค่อย ๆ ทยอยไปยังลิฟต์ที่ใช้งานได้เพียงสองตัว (จากทั้งสิ้นสี่ตัว) เพื่อขึ้นไปบนชั้น ๗ ของอาคาร อันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงค็อกเทลนานาชาติ ทั้งนี้อาหารที่จัดลี้ยงทำให้เราประจักษ์แจ้งถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมบนแหล่งหล้านี้ โดยมีทั้งแนวตะวันออกอย่าง ซูชิ ขนมจีบ (ไม่มีซาลาเปา) ปอเปี๊ยะ สะเต๊ะ และแนวตะวันตกเช่น แฮมเบอร์เกอร์ (ชิ้นจิ๋วพอคำ) คานาเป้ แซนด์วิช ทาโก้ ขาหมูย่างที่แล่เป็นแว่น ๆ และของหวานสไตล์ฝรั่งเศส อย่างเคร็ปซูแซ็ตต์ที่มีซ้อสให้เลือกราดทั้งช็อกโกแล็ตและบลูเบอร์รี พร้อมผลไม้หลากหลาย และเครื่องดื่มนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้หรือไวน์สารพัน สรุปง่าย ๆ ว่า เสร็จจากงานนี้ก็ไม่ต้องไปดินเนอร์ที่ไหนต่อ เพราะท้องไม่เหลือที่สำรองสำหรับของอื่นแล้ว
มางานนี้มิใช่ให้อิ่มเฉย ๆ แต่ยังเป็นโอกาสทองของผมอีกด้วย เนื่องจากเคยอ่านผลงานของ Monsieur Jean Delisle ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในวิทยาลัยการแปลและล่าม ประจำมหาวิทยาลัยอ็อตตาวา ประเทศแคนาดา มาก่อน ผมจึงเกิดความสนใจใคร่จะแปลผลงานของท่าน ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้เข้าไปแนะนำตัวและแจ้งความปรารถนาจะแปลงานที่ท่านเขียน ท่านก็รู้สึกยินดีที่เราสนใจจะเผยแพร่งานดังกล่าวออกมาเป็นภาษาไทย แล้วท่านก็ให้ email address ไว้เพื่อจะได้ติดต่อกันภายหลัง จึงนับว่าค่ำคืนนี้นอกจากอิ่มฟรีแล้ว (อันที่จริงรวมไปกับค่าเข้าร่วมสัมมนาเรียบร้อย) ยังมิได้กลับบ้านมือเปล่าอีกด้วย
ก่อนปิดงานผู้อำนวยการสถาบัน ESIT คือ Madame Catherine Teule-Martin ได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ประจำสถาบันทุกท่าน พร้อมกับนักศึกษาที่อุทิศแรงกายแรงใจในการดำเนินงานครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้อย่างงดงาม
อีกสองวันถัดมา ผมก็ต้องกล่าวคำอำลาปารีสด้วยความจำใจ เพราะถึงเวลาคลาไคลสู่ถิ่นเกิด โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินประจำกรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi) นครหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ ๑ ชั่วโมง (เติมตามตารางบินคือ ๒ ชั่วโมง) เพราะเครื่องบินไม่อาจลงจอดได้ เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย ด้วยมีหมอกลงจัด ดังนั้นทุกเที่ยวบินก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยต้องไปลงจอดอีกเมืองหนึ่ง ก่อนบินกลับมายังอาบูดาบี แต่ผมก็เดินทางมาถึงสุวรรณภูมิในวันรุ่งขึ้นโดยสวัสดิภาพ แม้ว่าเครื่องดีเลย์ไปบ้างเล็กน้อย
ปัจฉิมบท
การข้ามน้ำข้ามทะเลนับเกือบหมื่นกิโลเมตรครั้งนี้ นับเป็นประสบการณ์และการใช้เวลาในต่างแดนอย่างคุ้มค่าอีกครั้ง เหมือนดังภาษิตที่ว่า Les voyages forment la jeunesse (หมายถึง การเดินทางจะสร้างความกระชุ่มกระชวยให้ชีวิตเสมอ) ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ คือขณะที่พักอยู่ ณ แดนน้ำหอมนี้ ก่อนวันสัมมนา ผมต้องเดินเท้ามากกว่าอยู่เมืองไทยหลายสิบเท่า (บางวันเดินเท้ามากกว่า ๑๐ กิโลเมตร และยังต้องปรับตัวให้ชินกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่าบ้านเราหลายองศา ในห้องสัมมนาก็ยังต้องปรับตาให้อ่านจอ Power Point ได้รู้เรื่อง และปรับหูให้ฟังภาษาต่างด้าวให้เข้าใจ เพื่อเพิ่มอาหารให้สมอง จะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกเหนือไปจากการอ่านหนังสือตามปกติ
จึงใคร่ขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้หาโอกาสเพิ่มศักยภาพตนเอง ด้วยการเข้าร่วมการอบรมสัมมนาตามสถาบันการศึกษา (ที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศให้บ่อยเท่าที่เวลาและปัจจัยเอื้ออำนวย โปรดอย่าลืมคติที่ว่า เวลาทุกนาทีมีค่าดุจทองคำ (Le temps, c'est de l'argent) และหมั่นถามตนเองว่า ท่านใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง.
|