| เมื่ออดีตกรรมการสมาคมนักแปลและล่าม ฯ ..ตอน 2 |
|
| วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2011 เวลา 14:56 น. |
|
โดย อ. พัชรี สพโชค
คำอธิบายรายวิชา: รายวิชานี้มีจุดมุ่งหมายฝึกทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการแนะนำสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาในเมืองกุสินารา เช่นวัดไทยกุสินานรา ฯ วิหารและสถูปปรินิพพานให้แก่ชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมชมสถานที่ ตลอดจนฝึกการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย รวมทั้งเปรียบเทียบวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศเพื่อสร้างให้เกิดความศรัทธาในพุทธศาสนา
จุดประสงค์: หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนในรายวิชานี้แล้วผู้เรียนสามารถ 1. สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษในระดับทั่วไป ด้วยการทักทาย กล่าวคำอำลา แนะนำตัว กล่าว ขอบคุณและขอโทษ 2. แนะนำและอธิบายเกี่ยวกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ด้วยภาษาอังกฤษ 3. แนะนำและอธิบายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในเมืองกุสินาราที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นภาษาอังกฤษ 4. บรรยายถึงความเป็นมาของพุทธศาสนาในประเทศอินเดียโดยย่อได้ 5. บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียโดยย่อได้ 6. อธิบายความแตกต่างของวัฒนธรรมอินเดียและไทยได้
เนื้อหาที่เรียน: 1. การสื่อสารทั่วไป (General Communication) เช่นการทักทาย กล่าวคำอำลา และแนะนำตัว 2. คำศัพท์และสำนวนที่ใช้ในการแนะนำวัดและสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาในเมืองกุสินารา และคำบรรยายเกี่ยวกับสถานที่เหล่านั้น 3. คำศัพท์และสำนวนที่ใช้ในการบรรยายเกี่ยวกับพุทธศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดีย วัฒนธรรมอินเดียและไทย
วิธีสอน: ฝึกพูดและฝึกการออกเสียงคำที่สำคัญตามครู ฝึกสนทนาเป็นคู่ตามตัวอย่าง ฝึกสนทนาเป็นคู่โดยใช้ข้อมูลที่กำหนดขึ้นเอง โดยใช้ Pair Work และ Group Work ฝึกการ สร้างบทสนทนาโดยใช้เทคนิค Cross Talk ฝึกการตั้งคำถามและตอบคำถาม และฝึกการแนะนำ สถานที่โดยใช้บทบาทสมมุติ ฝึกการบรรยายสถานที่ด้วยตนเอง บทที่ 1 การสื่อสารทั่วไป บทที่ 2 การบรรยายสถานที่สำคัญในเมืองกุสินารา บทที่ 3 ความเป็นมาของพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย Buddhism in India บทที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดีย และความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาคผนวก1 คำศัพท์ภาษาอังกฤษใช้มากที่สุด 500 อันดับแรก ภาคผนวก2 ชนิดของคำ (Parts of Speech) ภาคผนวก3 การเขียนชื่อไทยด้วยอักษรโรมันตามหลักราชบัณฑิตยสถาน ภาคผนวก4 โครงสร้างและสำนวนภาษาในการบรรยายวัดและพระพุทธรูป ภาคผนวก5 Funny Stories
โอ้! ช่างวิชาการเสียเหลือเกิน! ให้เพื่อนที่เคยถวายการสอนพระสงฆ์มาแล้วช่วยวิจารณ์เนื้อหา คุณเธอร้อง จ๊าก บอกว่าจากประสบการณ์อันมากมายของเธอในการถวายการสอนพระสงฆ์ อย่างนี้ไปไม่รอดแน่ บางบทเนื้อหาหนัก บางบทเนื้อหาน้อยแต่ดูแล้วน่าเบื่อเอามาก ๆ เธอเสนอแนะให้ทำบทเรียนให้สนุกกว่าเดิม รับอาสาจะช่วยปรับปรุงให้ ต้องใช้เวลา แต่เราเองถึงเวลาต้องไปแล้ว เธอเลยให้เว็บไซต์ต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีสอน และแนะให้เอาการ์ตูนใส่เข้าไปบ้าง เอาละทำตามที่เธอบอกได้เล็กน้อย แล้วก็หอบทั้งปึกไปเพราะเสียดายเวลาที่ค้นหา คิดเอาว่าค่อยไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาแล้วกัน
ได้เวลาเดินทางไปปฏิบัติงานการถวายการสอน ได้กำหนดไว้เองว่าจะไปถวายการสอนพระสงฆ์ที่วัดไทยกุสินาราฯ ประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง จึงกะว่าไประหว่างกลางเดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน ๒๕๕๓ ทีแรกคิดว่าต้องเดินทางคนเดียวเสียแล้ว โชคดีที่พระสงฆ์ ๑ รูปต้องนำช่างสองคนพร้อมเครื่องจักรไปสาธิตการทำงานของเครื่องมือทำอิฐดินประสานเพื่อการก่อสร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ท่านช่วยจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินและการทำวีซ่าเข้าประเทศอินเดียให้ จำได้ว่าเมื่อคุยกับอาจารย์ ชาคริต สีห์โรหิตว่าค่าเครื่องบินไปอินเดียถูกจัง ไปกลับประมาณเจ็ดพันบาทเท่านั้นเอง อาจารย์ยังบอกว่าแล้วนักบินเป็นบังคลาเทศหรือเปล่า อันนี้จ๋านก็ไม่รู้เหมือนกันนะนายจ๋า ทำให้นึกหวั่นว่าคงเป็นสายการบินโลว์โคสท์แน่เลย ชื่อก็ใหม่หูมาก “Kingfisher” เอาละเป็นไงก็เป็นกัน ไปกับพระแล้วนี่ ต้องยึดท่านเป็นที่พึ่งนั่นแหละ นัดกันเรียบร้อยว่าพบกันที่เสาต้นไหน เวลาเท่าไรในวันเดินทาง
สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ สายฝนปรอยปรายเหมือนพระประพรมน้ำมนตร์ แต่ถึงเวลานัดหมายแล้วพระคุณเจ้ายังไม่มาเลย เห็นแต่อาบังหนุ่มเดินหิ้วทีวีกันคนละเครื่องเข้าไปเช็คอิน หันไปหันมาอยู่หลายรอบแล้วจึงได้เห็นพระคุณเจ้าร่างเล็กรูปหนึ่งเดินจีวรปลิวไสวมา แล้วก็มีญาติโยมหญิงและชายช่วยกันเข็นรถและหอบหิ้วสัมภาระกล่องกระดาษอีกมากมายพร้อมทั้งหิ้วฝาชี ๒ ฝามาด้วย ฝาชีจริง ๆ เป็นฝาชีไม้ไผ่ เดินตามหลังท่านมา โอคุณพระคุณเจ้าช่วยด้วย ไม่เคยนั่งเครื่องบินพร้อมฝาชีเลยนะเนี่ย เคยมีแต่กระเป๋าลาก จะไปเมืองนอกหรือไปบ้านนอกกันเนี่ย พระคุณเจ้าบอกว่าญาติโยมนำมาถวายท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี และท่านสั่งให้นำไปอินเดียด้วย เอาละในที่สุดก็ผ่านขั้นตอนเช็คอิน (พร้อมฝาชี) ไปเรียบร้อยหลังจากที่พระคุณเจ้าต้องจ่ายค่าน้ำหนักเกินไปหมื่นกว่าบาทกับเครื่องมือการทำงาน ซึ่งต้องส่งขึ้นเครื่องบินผ่านทางพิเศษ สรุปว่าในกลุ่มเดินทางนี้มีพระคุณเจ้า ๒ รูป ช่าง ๒ คน และ ๑ สาว (วัยเกษียณแล้ว) เมื่อเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าคู่สามีภรรยาหน้าตาอินเดียภรรยาใส่ส่าหรี แต่บอกว่าเขาเป็นคนไทยนับถือศาสนาซิกข์ที่นั่งใกล้ ๆ เล่าให้ฟังว่าเขาเดินทางโดยสายการบินนี้เป็นประจำ แม้ลำตัวเครื่องบินจะเล็ก แต่ใหม่และสะอาดเพราะเป็นสายการบินเปิดใหม่ของเศรษฐีระดับต้น ๆ เจ้าของโรงเบียร์อินเดีย การบริการดี สามารถเปลี่ยนวันเดินทางได้ ๑ ครั้ง ซึ่งสายการบินอื่นต้องซื้อตั๋วใหม่เลย คงจะจริงอย่างที่เขาบอก แม้จะเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมงก็บริการเครื่องดื่มและอาหารเต็มที่ จนไม่ต้องพึ่งอาหารที่เตรียมไปเลย ชาวไทยซิกข์ยังบอกว่าเขาจะบริการเครื่องดื่มไม่อั้นแม้แต่เหล้าบนเครื่องบิน และวันนี้นักบินขับเครื่องบินได้นิ่มนวลมาก ราวสองชั่วโมงเครื่องบินก็ถึงโกลกาตา (หรือกัลกัตตา) ในอดีต จากบรรยากาศดีเพราะฝนตกที่กรุงเทพและแอร์เย็นฉ่ำในเครื่องบินกลายเป็นร้อนจนเหนียวตัวหนึบหนับในโกลกาตา นับแต่พิธีการผ่านออกจากสนามบินที่อินเดียที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ แม้จะจ่ายค่าน้ำหนักเกินแล้ว เจ้าหน้าที่สนามบินยังเฝ้าดูว่าคนต่างชาติจะขนอะไรเข้ามาในอินเดียบ้าง หากเป็นเครื่องเหล็กจะถูกปรับแพงมาก จึงต้องวางของที่ดูเบา ๆ บนรถเข็นให้ชายหนุ่มเข็น ส่วนสาว (วัยเกษียณแล้ว) ก็ได้เข็นรถที่มีของหนัก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแท่งเหล็กยาว คนที่ถือฝาชี ๒ ฝา เดินอยู่ใกล้ ๆ พระคุณเจ้าบอกว่าเป็นเทคนิคการผ่านด่าน คนอินเดียให้เกียรติผู้หญิง ไม่ถามมาก และพอเห็นฝาชีที่ถือมาก็พลอยคิดว่าสิ่งอื่น ๆ ในกล่องคงเป็นของประเภทเดียวกัน เห็นประโยชน์ของฝาชีก็ตอนนี้แหละ ออกจากสนามบินได้ก็ขึ้นรถทั้งของและคน ของอยู่บนหลังคารถมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ พระคุณเจ้าบอกว่าสำหรับคนต้องนั่งแบบอินเดียคือเบียดกันไป ก่อนอื่นต้องแวะส่งพระคุณเจ้ารูปหนึ่งชื่อท่านสิงขรณ์ที่วัดเบงกอลก่อน ท่านพักอยู่ที่นั่นและยังไม่ถึงเวลารถไฟออกด้วย กลางทางรถหยุดเสียดื้อ ๆ ราว ๒๐ นาที ความร้อนอึดดัด เสียงบีบแตร เสียงต่าง ๆ และกลิ่นที่เข้ามาในรถ ทำให้รู้ว่าถึงอินเดียแล้ว เมื่อถึงวัดเบงกอล พระคุณเจ้าเชิญขึ้นบันไดเวียนไปที่พักท่าน ต้องราดน้ำให้พอผ่อนร้อนเพราะจะต้องอยู่บนรถไฟอีก ๑ คืนและ ๑ วันเต็ม ๆ
รถไฟอินเดียช้าตั้งแต่ต้นทาง ออกช้าไปประมาณ ๓ ชั่วโมง แทนที่จะออกตามเวลาจริงประมาณ ๒ ทุ่มกลายเป็น ๕ ทุ่ม เมื่อออกก็ปูเตียงนอนได้เลย เป็นรถไฟขบวนที่พระคุณเจ้าจองล่วงหน้าทาง Internet ตู้นอนแอร์ ต่างจากของไทยที่มีเตียงถึง ๓ ชั้นอยู่ขวางขบวนรถ ทั้ง ๒ ฟากและในล็อคเดียวกันยังมีเตียง ๒ ชั้น เป็นแนวตามยาวของขบวนรถ ในล็อคเดียวกันจึงมีทั้งหมด ๘ เตียง ซึ่งของไทยมีเพียง ๔ เตียงเท่านั้น ดังนั้นชั้นบนสุดจึงเป็นของพระคุณเจ้า ชั้นที่๒ เป็นของช่าง ๑ คน และชั้นล่างอีก ๒ เตียงเป็นของสาว (วัยเกษียณแล้ว) และช่างอีก ๑ คน มีสัมภาระทั้งหลายกองอยู่มากมายจนถึงประตูรถไฟ ส่วนฝาชีทั้งสองได้แขวนไว้เหนือหน้าต่างรถไฟ ก่อนนอนพระคุณเจ้าฉายามหานิพนธ์ บอกว่า “โยมพัชรี เอาผ้าม่านด้านหนึ่งผูกกับหูฝาชี ส่วนอีกด้านหนึ่งผูกไว้กับขอเตียงก็จะได้ผ้าม่านอย่างดี” นี่แหละประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของฝาชี
|








